singapore

สวัสดีค่า กานกลับมาแล้ว หลังจากห่างหายไปนานหวังว่าเพื่อนๆจะคิดถึงกันน๊า จริงๆไม่ได้ไปไหนไกล กานแอบไปเที่ยวสิงคโปร์มา ซึ่งการไปเที่ยวครั้งนี้กานก็ไม่ลืมที่จะเก็บภาพบรรยากาศมาแชร์ให้เพื่อนๆกันค่ะ ทริปสิงคโปร์ครั้งนี้เป็นการเที่ยวครั้งแรกของกานที่ไปเองกับเพื่อนๆ มันก็จะมีความงงปนสาระบ้างเล็กน้อย 55555 ทริปครั้งนี้กานจะพาเพื่อนๆไปไหนบ้างนั้น ไปดูวิดีโอกันก่อนเลยค่า

 

รีวิวเที่ยวสิงคโปร์ทริป 3 วัน 2 คืน 

งบ 15,000 บาท (*ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

เนื่องจากว่ากานและเพื่อนๆต้องการความประหยัด เราจึงตัดสินใจไปเที่ยวทริปนี้กันด้วยสายการบิน Nok Scoot กานชอบสายการบินนี้นะเป็นแบบ Low Cost ที่คุณภาพดีมาก ลำใหญ่ ไม่ค่อยตกหลุมอากาศ รักเลยยย พูดเลยว่าตอนจองนี่เจ็บใจมาก เพราะตอนแรกเห็นโปรใน traveloka มันถูกมาก แต่พวกเราตัดสินใจช้า พอมาอีกวัน โปรถูกแสนถูกนั้นหมดไปแล้ว (จำได้ว่าค่าไปและกลับ เที่ยวละไม่เกิน 1,000 เอง *แนะนำว่าได้โปรถูกโปรดรีบจอง*) แต่ไม่เป็นไรค่ะ อยากไปต้องได้ไป 55555 จึงเสียค่าตั๋วไปกลับทริปนี้ในราคา 3,900 กว่าบาทค่ะ กานซื้อแบบไม่ได้บวกกระเป๋าเพิ่ม ก็จะมีแค่ carry on 7kgs เท่านั้น แบกกันไปสวยๆ

และแล้วเราก็มาถึงสนามบิน Changi Airport  จริงๆที่นี่เค้าขึ้นชื่อว่าเป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลกเลยนะ แต่ด้วยความที่เที่ยวบินของพวกเราเป็นเลทไฟลท์ เลยถึงค่อนข้างจะดึกมาก ประมาณตี 3 ได้ บวกกับความเหนื่อยล้าจึงไม่ได้ไปสำรวจสนามบินเค้าเท่าไหร่ และสำหรับคืนแรกเราเลือกที่จะนอนสนามบินกัน เพราะเราต้องการประหยัดกันขั้นสุด ไม่ยอมเสียค่าโรงแรมนั่นเอง สภาพก็จะประมาณนี้ 55555 พอ 6.30 น. ก็ตื่นไปแต่งหน้า เรียกแท็กซี่ไปโรงแรมก่อนจะเริ่มลุยสิงคโปร์วันแรก

Day 1

– Ya Kun Kaya Toast, Singapore Zam Zam, Haji Lane, The Shoppes, Garden by The Bays –

มิชชั่นอย่างแรกของเราใน day 1 นี้คือซื้อตั๋ว EZ-Link แบบ Unlimited และหาซื้อซิม Singtel แต่ก่อนอื่นเลยขอแวะกินข้าวเช้าก่อน หลังจากที่หลับๆตื่นๆในสนามบินมาทั้งคืน 55555

สำหรับมื้อแรกที่สิงคโปร์ จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก Ya Kun Kaya Toast อาหารประจำชาติสิงคโปร์ ใครๆก็ต้องมากิน ซึ่งจริงๆมีหลายสาขา แต่ที่กานไปกินเป็นสาขา Original อยู่ที่ China Town นั่นเองค่ะ ร้านจะออกสีเหลืองพาสเทล น่ารักๆ ให้อารมณ์เหมือนอยู่จีน ตรงคอนเซ็ปท์ China Town 55555 เมนูซิคเนเจอร์ที่ต้องสั่ง คือ Kaya Butter Toast มันคือขนมปังทาด้วยสังขยาสอดไส้เนย ซึ่งสังขยาเค้าไม่เหมือนบ้านเรานะจะมีกลิ่นอ่อนๆของมะพร้าวด้วย และที่เด็ดคือสอดไส้เนยมาทั้งก้อน กานเลือกสั่งแบบเป็นเซ็ทก็จะเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่ลวก 2 ฟอง กับกาแฟ 1 แก้ว ค่ะ และอีกเมนูที่กานสั่งมาคือ French Toast หรือขนมปังชุบไข่ทอดซึ่งเสิร์ฟมาพร้อมกับสังขยาอีกด้วย

รสชาติเอาตรงๆนะ กานว่าเฉยๆ ถามว่าอร่อยมั๊ยก็โอเค แต่ไม่ได้แบบโอ้โห อร่อยเว่อร์วังอะไรขนาดนั้น เหมือนขนมปังปิ้งทาเนยจิ้มไข่ จบ 555555 French Toast พูดเลยว่าไม่ใช่สไตล์ ยังไม่ได้โดนใจในจุดนี้ มันค่อนข้างแห้งไปนิด ไม่ถูกปากเราเท่าไหร่ค่ะ กาแฟที่นี่คือรสชาติเหมือนโอเลี้ยงตามร้านกาแฟชงๆอ่ะ กานเฉยๆ มาก แต่ก็ถือว่าได้มาลองแล้วถึงที่ก็โอเคค่ะ

สำหรับซิม Singtel กานไปซื้อที่เซเว่นแถว China Town ก่อนไปกินข้าวค่ะ ราคาอยู่ที่ 15 SGD ได้เน็ต 100 GB ใช้ได้ 5 วันค่ะ จริงๆที่กานพักแถว Bugis ก็มี แต่แถบนั้นนักท่องเที่ยวเยอะ ซิมหมดเกลี้ยงเลย ที่สิงคโปร์มันจะมี Starhub กับ Singtel เพื่อนที่เคยอยู่สิงคโปร์บอกกานว่า Singtel สัญญาดีกว่ามากและถูกกว่า กานเลยเลือกซื้อ Singtel มาใช้ ซึ่งจริงๆที่สนามบินก็มีขาย แต่ว่าแพง ไปหาซื้อเอาที่เซเว่นดีกว่านะ

หลังจากกินเสร็จกันแล้วก็ได้เวลาตามหา บัตร EZ-Link กันต่อค่ะ สำหรับบัตร EZ-Link Unlimited จะมี แพ็คเกจ 3 แบบ ด้วยกัน แบบ 1 วัน 2 วันและ 3 วัน ซึ่งแบบ unlimited จะใช้ขึ้นได้แค่รถบัสและรถไฟเท่านั้น ค่ะ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมแล้วนะ แล้วก็สะดวกสบายมากๆ ไม่ต้องมาคอยเติมตังหรือคิดเงินให้ปวดหัว กานไป 3 วันจึงเลือกแพ็คเกจที่ 3 ราคา 30 SGD (20 SGD สำหรับ Unlimited และ 10SGD สำหรับค่าบัตร ซึ่งเราจะได้เงินค่าบัตรคืนที่หลังนะคะ และบัตรมีอายุการใช้งาน 5 ปี ซื้อที่เดียวเก็บได้ยาวๆ) พนักงานที่สถานีรถไฟ บอกว่าซื้อได้ที่เดียวคือที่ China Town, Exit C เท่านั้น เอาจริงๆก็งงนะ เพราะในเว็บบอกว่ามีหลายสถานีที่ซื้อได้ เอ๊ะยังไง! 555 แต่เราก็ไปซื้อตามที่เค้าบอกและพูดเลยว่า เหนื่อยมาก (ก.ไก่ล้านตัว) หลงหนักมาก กว่าจะหา exit C เจอ คือเดินแบบอ้อมโลก และสิงคโปร์ร้อนมากกกก เกือบแย่ค่ะ 55555

พอได้ EZ-Link มาแล้ว เราก็จะไปต่อกับอาหารอินเดียชื่อดังในสิงคโปร์ เพื่อนของเพื่อนกานที่อยู่สิงคโปร์อาสาพาไปกิน เค้าบอกว่าอร่อยมากๆก็ต้องไปลองกันซักหน่อย ร้านนั้นก็คือ Singapore Zam Zam นั่นเองค่ะ ร้านนี้อยู่ที่ Arab Street ไปถึงแล้วร้านจะอารมณ์สไตล์บ้านๆ สีสันฉูดฉาดสไตล์อินเดีย ร้านข้างนอกเป็นสีเขียว ตัดด้วยโต๊ะสีชมพูแปร๊ด คนมากินเยอะมากเต็มร้านทั้งสองขั้น ที่กานสั่งมาจะมี บิรยานีปลา (Fish Biryani) เสิร์ฟมาพร้อมกับปลาอบราดซอสโปะด้วยข้าวหมักเครื่องเทศ กินคู่กับแกงกะหรี่ และ มะตะบะไก่ (Chicken Mataba) อันนี้อารมณ์เหมือนโรตีไส้ไก่ เสิร์ฟมาพร้อมกับแกงกะหรี่เหมือนกันแต่คนละชนิดกับจานแรก

หลังจากที่กินแล้ว พูดเลยว่ามันเด็ดดวงมาก ดีงามพระรามแปด คืออร่อยมากๆ แกงกะหรี่ที่เสิร์ฟมากับปลา เผ็ด รสชาติจัด ไม่เลื่ยนเลย กินคู่กันคือดี ส่วนมะตะบะไก่แป้งก็นุ่มมาก คิดว่าเหมือนเอาแป้งไปชุบไข่ ไก่ที่สอดไส้มาคือเยอะมากและไก่นุ่มมาก โอ้ยคือดี ร้านนี้แนะนำให้ไปกินจริงๆ อร่อยค่ะ พนักงานนางก็น่ารัก กานแอบถ่ายตอนเค้าทำ เค้าเห็นก็เรียกกานเข้าไปถ่ายในร้านเลย 55555 น่ารักมากๆค่ะ

พอกินเสร็จเพื่อนของทิฟฟานี่ก็พาไปต่อที่ Signature อีกอย่างของสิงคโปร์​ นั่นก็คือชาชักนั่นเองค่ะ เรียกว่า Teh Ta-Rik ซึ่งกานสั่งแบบไม่ใส่น้ำตาล ก็อร่อยแบบเฉยๆ เหมือนชาชักบ้านเรา เอาจริงชาไทยบ้านเราเข้มข้นกว่านะในความรู้สึก 55555 ลองมากินกันดูเนอะ อยู่แถวๆ Arab Street เนี่ยแหละ ไม่ไกลกับร้านนั้นมากค่ะ

ขอเบรคกับอาหารแล้วมาต่อกันที่สถานที่ท่องเที่ยวกันบ้าง เนื่องจากมาแถว Arab Street เราจึงแวะมาเดินเล่นกันที่ Haji Lane ซึ่งเป็นถนนเล็กๆที่มีความฮิปสเตอร์อยู่สูงมาก มี Street Arts, Wall Arts เต็มไปหมด จุดเด่นของที่นี่เค้าแหละ คนก็มาถ่ายรูปกันตรงนี้ ร้านคาเฟ่นั่งชิวต่างๆก็เยอะนะ และอีกจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปกันก็คือตึกร้านขายของกระจุกกระจิกที่มีสีสันสดใสสวยๆ นั่นเองค่ะ

เดินเล่นกันพอหอมปากหอมคอเราก็มาต่อกันที่ The Shoppes by The Bay เอาจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรมากค่ะ มาแค่ตากแอร์เย็นๆเท่านั้นเพราะร้อนมาก ห้างนี้ตั้งอยู่ที่ Marina Bay ข้างบนจะเป็นโรงแรมที่มี Roof Top, Infinity Pool และมีคาสิโน ซึ่งราคาสูงมาก ใครมีงบก็จัดกันไปนะคะ นอกจากนั้นห้างนี้ยังมีพวกของแบรนด์เนมต่างๆอยู่เยอะมากอีกด้วย อารมณ์พารากอนดีๆนี่เองค่ะ

หลังจากนั่งพักแปปนึง ก็ได้เวลาไปหา สิงโตพ่นน้ำ (Merlion) จุดพีคขึ้นชื่อของสิงคโปร์กันแล้ว Merlion ถือว่าเป็นสัตว์ประจำชาติของสิงคโปร์ อารมณ์เหมือนช้างบ้านเรานั่นเอง เบื้องหลังเบื้องลึกของสิงโตพ่นน้ำก็มี แต่เกรงว่าจะยาว ไปอ่านต่อเอา ที่นี่ นะ และด้วยอะไรดลบันดาลใจไม่รู้ กานและเพื่อนเลือกที่จะเดินจาก The Shoppes ไป ซึ่งอ้อมโลกมากอีกเช่นเคย 55555 พอมาถึง Merlion บอกตรงว่าคนเยอะมาก (ก.ไก่แปดแสนล้านตัว) และท่า Signature ที่ทุกคนต้องไปถ่ายคือ ท่ากินน้ำนั่นเองค่ะ ใครมาแล้วไม่ทำท่านี้ พูดเลยว่ามาไม่ถึง 555555

เนื่องจากว่าใกล้จะค่ำแล้วที่ที่เราแพลนไว้อีกที่ก่อนกลับโรงแรมวันนี้คือ Garden by The Bays เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่รวมพืชพันธ์หลากหลายชนิดเอาไว้ จริงๆเค้ามีโดมที่เรียกว่า Cloud Forest อันนั้นก็สวยมาก แต่เราไม่ได้มีโอกาสเข้าไปกันค่ะ เอาแค่รูปต้น Super Tree มาฝากแล้วกันเนอะ ตอนใกล้ค่ำกับตอนกลางคืนก็จะให้ฟิวคนละแบบกันไปค่ะ

ตอนกลางคืนจะมีการแสดงโชว์ไฟตามเสียงเพลงสวยๆด้วย โดยเค้าจะเรียกโชว์นี้ว่า Garden Rhapsody ต้นไม้ Super Tree ต้นไม้กลับหัวที่มีความเหมือน The Upside Down ใน Stranger Things ยังไงยังงั้นเนี่ย ก็จะมีไฟระยิบระยับเต้นไปตามเสียงเพลง วันที่กานไป คนมาดูกันเยอะมาก ยิ่งดึกยิ่งคนเยอะ รอนอนดูไฟกันเลยทีเดียว กานและเพื่อนซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปดูไฟด้านบนตามรูปด้านล่างด้วย ราคาคนละ 8 SGD โชคดีที่ได้รอบสุดท้าย ไม่งั้นอดขึ้นไปแน่ๆ ด้านบนถ่ายรูปสวยมากนะ มันเห็นวิวทั้งหมดที่เป็น Signature เลยค่ะ

วันแรกก็ขอจบทริปเพียงเท่านี้ก่อน หลังจากถ่ายรูปอะไรกันเสร็จ พวกเราก็มุ่งตรงกลับโรงแรมเพราะสู้กับอากาศที่ร้อนกันมาทั้งวันบวกกับแถบจะไม่ได้นอน ทำให้เหนื่อยล้ามากๆ ขอไปพักออมแรงให้กับวันที่ 2 ต่อไปค่ะ

Day 2

– Fort Canning Park, Albert Hawker Center, Lasalle College of Arts, Handerson Waves, Universal Studio Singapore –

วันที่ 2 ขอเริ่มเช้าวันชิวๆนี้ด้วย Fort Canning Park เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่มาก และมีหลากหลายโซน มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย เต้นเอโรบิคกับเต็มไปหมด จากโรงแรมที่กานพักแถว Bugis คือสามารถเดินไปได้เพียง 12 นาทีเท่านั้น

ซึ่งที่ๆเราจะไปถ่ายรูปกันนั้นคือ อุโมงค์ต้นไม้ จุดฮอตฮิตมากในอินสตาแกรม ที่พูดเลยว่าถามคนสิงคโปร์คนสิงคโปร์ไม่รู้จัก มีแต่คนไทยไปถ่ายรูป ซึ่งกานและเพื่อนก็เป็นหนึ่งในนั้น 55555 พอไปถึงก็เป็นอย่างที่บอก คือคนไทยเยอะมาก มีความแบบต่อแถวรอถ่ายรูปกันเลยทีเดียว

หลังจากถ่ายรูปกันเสร็จเรียบร้อย ก็เริ่มหิวเพราะตอนเช้ากินไปแค่ข้าวปั้นที่เซเว่น ซึ่งไม่อร่อยเลย ข้าวแข็งและเย็นมาก เราจึงตัดสินใจไปกินข้าวกลางวันที่ศูนย์อาหาร Hawker Center ซึ่งจริงๆแล้วมีหลายที่มากๆ และรสชาติของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันด้วย สำหรับวันนี้เรามาจัดกันที่ Albert’s Hawker Center ก่อน เพราะไม่ไกลจากที่พักของเราเท่าไหร่ค่ะ เมนูที่สั่งมาทั้งหมดก็มี 3 อย่างด้วยกัน

อย่างแรกเลยคือ รูจะก์ (Rujak) เป็นเหมือนอาหารอินเดียให้เราไปเลือกส่วนผสมต่างเองๆ ก็จะมีทั้ง ผักทอด กุ้งทอด มันฝรั่งต้ม เต้าหู้ทอดและอีกเยอะมาก เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มหวานๆเผ็ดๆ คล้ายๆน้ำจิ้มสะเต๊ะ รสชาติเฉยๆมาก ของที่ทอดมาดูเหมือนเก่าเก็บนิดนึง มันแห้ง แข็งและเหม็นหืนหน่อยๆ กานว่าน่าจะอยู่ที่ร้านด้วยนะคะ

อย่างที่สองคือ Carrot Cake เหมือนขนมผักกาดบ้านเรา เอาหัวไชเท้าที่ต้มจนนิ่มแล้วไปผัดคลุกเคล้ากับซอสซีอิ๋วหวานๆ อันนี้คืออร่อยมาก ถึงหน้าตาจะดูไม่สวย แต่มันดีย์มากจริงๆ หัวไชเท้าต้มมาได้นิ่มกำลังดี ซอสที่คลุกก็รสชาติกลมกล่อม เริ่ดจริงคอนเฟิร์ม

อย่างสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือ ข้าวมันไก่สิงคโปร์ นั่นเอง ต่างกับที่ไทยตรงที่ว่ามันมีน้ำซอสเหมือนซีอิ๋วราดมาบนเนื้อไก่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเผ็ดๆ คล้ายๆน้ำส้มแต่เผ็ดกว่า และซีอิ๋วดำเค้าจะไม่หวานเหมือนบ้านเรา จะออกขมนิดๆมากกว่า แต่เสียดายที่ร้านนี้ยังไม่ใช่ร้านดังที่เค้ากินกัน กานกินไปก็เลยเฉยๆไม่ได้รู้สึกอร่อยอะไรขนาดนั้นค่ะ

Tips: ก่อนจะมาสิงคโปร์กานได้ไปถามบล็อคเกอร์สิงคโปร์มา เค้าแนะนำว่าสำหรับ Hawker Center ถ้าอยากรู้ว่าอะไรอร่อยให้ดูจากแถว แถวไหนคนต่อเยอะ ก็ไปต่อร้านนั้นเลยเพราะมันมักจะอร่อยค่ะ 555555

พอกินข้าวเพิ่มพลังกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็แวะมาที่ Lasalle College of Arts แถวโรงแรมแปปนึง เป็นมหาลัยที่มีดีไซน์แบบครีเอทีฟมาก สมกับเป็นเด็กอาร์ต ลิฟท์เป็นแบบแคปซูล เว่อร์วังสุด

จริงๆแล้วเราไม่ได้มาเสพ Arts แต่อย่างไร แค่อยากจะมาถ่ายรูปโบสต์สวยๆ ซึ่งปรากฎว่าเหมือนจะเข้าไม่ได้ เลยได้รูปแบบด้านล่างนี้ไปแทนค่ะ 5555555

จากนั้นทริปล่าหาที่ถ่ายรูปชิคๆมันยังไม่จบ เรายังไปต่อกันที่ Handerson Waves เป็นสะพานคนเดินที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ มีรูปทรงเหมือนก้างปลา บางคนก็บอกเหมือนเปลือกหอย สวยมากเลยนะ พูดเลยว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์และดูล้ำสมัยมาก ซึ่งจาก Bugis เราขึ้นรสบัสกันไปค่ะ Handerson Waves จะออกไปนอกตัวเมืองซักหน่อย ประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงได้ อยู่ใกล้ๆกับ Santosa มาแถวนี้เพราะตอนเย็นเราจะไป Universal Studio Singapore กันต่อนั่นเอง เอาจริงๆกานชอบแถวนี้มากกว่านะ ดูมีความสงบ ธรรมชาติมากกว่า

แล้วก็มาถึงสะพาน Handerson Waves กันแล้ว เอาเป็นว่ามาถึงไม่มีใครรู้ว่าต้องเดินขึ้นบันไดไปซึ่งชันอยู่พอสมควร แต่เพื่อรูปที่สวยและค่าตั๋วที่เสียตังมาแล้ว แค่นี้ลุยได้สบายมาก 55555 พอขึ้นมาถึงก็เหมือนเดิม คนเยอะมาก และมุมเดียวที่ถ่ายรูปแล้วเห็นทุกอย่างคนก็จะไปออกันอยู่ตรงนั้นนั่นเอง ไอ้เราก็ทำได้แค่รอค่ะ 555555

อย่างที่บอกตอนแรกว่าวันนี้เป็นวันถ่ายรูปชิวๆ พอเก็บภาพสมใจแล้ว เราก็แวะมากินข้าวที่ Food Court ห้าง Vivo City กันค่ะ เติมพลังอีกรอบก่อนไปวิ่งหนีผีที่ Universal 5555555

สำหรับมื้อเย็นนี้กานสั่งเป็น Ayam Panyet อาหารมาเลที่อร่อยมาก รสชาติจัดจ้านดีค่ะ เป็นไก่ย่างราดมาด้วยซอสเผ็ดๆ กินคู่กับข้าวสวยและน้ำซุปร้อนๆ ดีงาม อีกเมนูนึงคือ หม่าล่าผัดแห้ง ขึ้นชื่อว่าหม่าล่า ต้องมีลิ้นชาตามสไตล์ หม่าล่าจริงๆเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง เพื่อนกานเคยบอกว่า ‘หม่า’ แปลว่า ชา และ ‘ล่า’ แปลว่าเผ็ด ทุกเมนูที่เป็นหม่าล่ารสชาติจึงจะเผ็ดและชาที่ลิ้น 55555 อร่อยดีนะคะ ชามใหญ่มาก แบ่งกันกิน 2-3 คนกำลังดีเลย เราสามารถเลือกได้ว่าอยากใส่เครื่องอะไรบ้างที่หน้าร้านด้วยค่ะ

เมื่อทานของคาวเสร็จ ก็ต้องต่อด้วยของหวาน เค้าว่ากันว่าเมนูนี้เป็นอีก Signature ที่ต้องลองเมื่อมาสิงคโปร์ มันก็คือ Ice Kachang นั่นเอง เป็นน้ำแข็งไสที่เสิร์ฟมา 5 สี แต่ละสีก็จะมีรสชาติต่างกันไป มีทั้งรส Brown Sugar, เมล่อน, สัปปะรด, น้ำแดงและรสนม โปะมาด้วยถั่วแดงข้างบนค่ะ รสชาติถือว่าทำมาได้ดีเลย อร่อยเย็นชื่นใจดีค่ะ แต่ละสีก็มีรสชาติและกลิ่นที่ชัดเจน ไม่หวานจนเกินไป จัดว่าโอค่ะ

และแล้วก็ถึงเวลาที่เพื่อนๆและกานต่างก็รอคอย นั่นก็คือ Universal Studio Singapore นั่นเอง ช่วงที่กานและเพื่อนๆมา เป็นช่วง Halloween Horror Nights และด้วยธีมปีนี้เป็น Stranger Things แฟนคลับอย่างเรา พูดเลยว่าไม่มีพลาด ! กานซื้อตั๋วผ่านเว็บโดยตรงตั้งแต่ที่ไทยก่อนมาสิงคโปร์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่ และวันที่กานไปเป็นช่วง Non Peak เป็นวันอาทิตย์ ราคาจึงถูกกว่าหน่อยนึง แถมตอนนั้นมีโปร น่าจะลดสัก 10% ได้ เสร็จสรรพจ่ายไปคนละประมาณ 1,226 บาทต่อคนค่ะ จำได้ว่าสำหรับบัตรนี้ประตูเปิด 18.30 น. แล้วก็เล่นยาวไปยันเที่ยงคืนเลยค่ะ

เอาตรงๆ อาจจะไม่ได้เก็บภาพบรรยากาศมาเยอะมาก ยอมรับว่ากลัว 555555 มือนี่สั่นระริก จำได้ว่าบอกเพื่อนว่าจิ๊บๆ ไม่ร้องไห้หรอก ไปเล่นเครื่องเล่นมัมมี่ น้ำตาล่วงจ้า 5555 คือวันฮาโลวีนเนี่ยมันจะมีหลาย Maze ให้ไปเล่น ที่สิงคโปร์มีทั้งหมด 5 Maze ด้วยกัน ได้แก่ Stranger Things, The Haunting of Oiwa, Pontianak, Pagoda of Peril, และ Killuminati เดินเข้าไปแต่ละเขาวงกตก็จะมีผี (คนที่แต่งเป็นผีเนี่ยแหละ) ซ่อนอยู่ในนั้น ส่วนจะเป็นผีสไตล์ไหนก็จะแล้วแต่ Maze ที่เราเข้าไป ด้านในจะตกแต่งตามธีมของแต่ละอันด้วย แนะนำว่าให้เพื่อนๆเผื่อเวลา เพราะบาง Maze คือคนเยอะมาก รอคิวนานมากเป็นชั่วโมง กานเข้าไปเกือบหมดนะ แต่จำอันพีคๆได้แค่ 2 อัน กลัว 55555

Stranger Things ทำดีมาก เหมือนในซีรี่ย์เป๊ะ ตัวละครก็เหมือน ตกแต่งก็เหมือน คืนดี อันนี้ไม่น่ากลัวมาก แต่ตกใจ ส่วนอันที่กานจำได้ว่ากลัวมากคือ The Haunting of Oiwa ผีญี่ปุ่น เป็นอันที่คนเล่นเยอะสุดแล้วนะ เพราะรอคิวอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง อธิบายไม่ได้จริงๆ เพราะปิดตาเกือบตลอดทาง แม่งน่ากลัวสุด พอเข้าไปแล้วจำได้ว่าผีมากระซิบข้างหู คือหลอนอ่ะ ละยิ่งนางเห็นว่าเรากลัว นางยิ่งแกล้ง เข้าไปครึ่งทางคือทรมานมาก แบบอยากออกแล้ว อันนี้น่ากลัวจริงๆ สมกับการรอ 3 ชั่วโมง

นอกจาก Maze แล้วมันก็ยังมีโซนอื่นๆด้วยนะ บางโซนก็จะมีคนที่แต่งตัวเป็นผี แกล้งยืนนิ่งๆ พอเข้าไปใกล้ๆ นางก็หลอกให้ตกใจ ถึงบอกว่าไม่ได้ถ่ายรูปเลย กานกลัวจริงๆ 555555 สำหรับเครื่องเล่นบางเครื่องเล่นจะไม่ได้เปิดทั้งหมดเหมือนตอนเช้า เปิดเป็นบางอันเท่านั้น จำได้ว่าที่เล่นก็มี Transformers สนุก แล้วก็ Mummy ก็สนุกค่ะ แต่นี่กลัวความสูงก็จะน้ำตาร่วงหน่อยๆ 555555 พวกเราอยู่กันจนสวนสนุกปิดเลย เสร็จแล้วก็มาเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม เพราะรถไฟปิดแล้ว แถมเหนื่อยด้วย วิธีนี้ง่ายสุด ถึงโรงแรมแล้วก็สลบกันไปเลย 55555 ก็จบแล้วค่ะสำหรับสิงคโปร์วันที่ 2 ของเรา

Day 3

– Botanist Singapore, Orchard Road, Ion Orchard, Tiong Bahru Bakery, The Dark Gallery, Irvins, Maxwell Hawker Center – 

มาถึงวันสุดท้ายกันแล้ว วันนี้ไม่มีอะไรมากค่ะเน้นกินเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตื่นสายหลังจากที่เหนื่อยจาก Universal เมื่อคืน เช้านี้เราเลยจะไปกินบรันซ์กันค่ะ ชื่อร้านว่า Botanist Singapore อยู่ที่ China Town

กานรู้จักร้านนี้มาจากบล็อคเกอร์สิงคโปร์ที่เราฟอลโล่ว์อยู่คนนึง ไปถามเค้ามาค่ะ 5555 มันเป็นร้านคาเฟ่อารมณ์แนวทองหล่อบ้านเรา ร้านน่ารักมีกำแพงสีขาวตัดด้วยสีเขียวมิ้นต์ กาแฟเค้าจะใช้เมล็ดของ Pacamara พูดตรงๆว่าดีใจมากที่ได้มาดื่มกาแฟอร่อยๆกับเค้าซักที เพราะกาแฟทั่วไปของสิงคโปร์มันไม่ไหวจริงๆ เซเว่นบ้านเรายังอร่อยกว่าเลย 555555 มาพูดถึงอาหารกันบ้างดีกว่า ที่เราสั่งมาแชร์มี 2 เมนูด้วยกันค่ะ

อย่างแรกคือ Salmon Tartine (18 SGD) เป็นขนมปังโฮลวีตที่ท็อปด้วยสโมคแซลมอน เสิร์ฟมาพร้อมกับอะโวคาโดบด Poach Eggs สองฟองและน้ำสลัดส้ม Yuzu มันอร่อยมาก อร่อยแบบมากๆ เกินคำบรรยาย อะโวคาโดมีความมันกำลังดีทานคู่กับสโมคแซลมอนและไข่แดงเยิ้มๆจาก Poach Egg คือขึ้นสวรรค์ไปเลยจ้า แถมยังมีความเปรี้ยวจากเลม่อนผสมกับน้ำสลัด Yuzu มาตัดเลี่ยนได้ดีมาก คืออร่อยจริงๆ และวัตถุดิบที่เค้าใช้ก็สด ดีมากจริงๆค่ะ

อย่างที่สองก็เด็ดไม่แพ้กัน Who Spilled The Jam (19 SGD) เป็นของหวาน ขนมปังเฟรนช์โทสราดด้วยแยมเบอร์รี่ (ที่คิดว่าทางร้านน่าจะทำเอง) เสิร์ฟมาพร้อมเบอร์รี่สด มาชแมลโล่ว ถั่ว กราโนล่าเล็กน้อย และวานิลลาไอศกรีม (ที่คิดว่าทำเองอีกเช่นกัน) อันนี้ก็อร่อยแบบตายไปเลย ตัวขนมปังชุ่มเนยกำลังดี อบมาแบบไม่แข็งและไม่เละเกินไป ดีมาก แยมเบอร์รี่ได้รสชาติของเบอร์รี่จริงๆที่ไม่ได้เอาน้ำตาลมาผสมเพิ่ม เปรี้ยวตัดเลี่ยนได้ดี ทานคู่กับไอศกรีมวานิลลาที่ได้รสชาติของวานิลลาบีน คือมันอร่อยมาก อันนี้ก็หมดราบคาบแบบไม่มีเหลือ

ในส่วนของกาแฟที่เราสั่งกันมานั้นจะมี Flat White, Latte, และ Cappucino ค่ะ กาแฟธรรมดานะ สแตนดาร์ดทั่วไป ที่ชอบมากคือมีตัวเลือกนมให้ด้วย เพราะกานพยายามไม่ทานนมวัวถ้าไม่จำเป็น ที่นี่สั่งเป็นนมถั่วเหลืองได้ จึงถือว่าดีงามมากๆค่ะ สำหรับราคาพูดเลยว่า แพงมาก แพงกว่าคาเฟ่บ้านเราอีก แต่รสชาติอร่อยคุ้มราคาค่ะ ใครมีโอกาสอยากให้ลองทานกันดูเพราะมันดีจริงๆ

หลังจากที่เราทานกันเสร็จแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ Orchard Road เอาจริงๆมาตรงนี้เหมือนมาเดินเล่น คือไม่ได้ช็อปอยู่แล้ว เพราะของแพงมาก 55555 มาเหมือนให้มาถึงเฉยๆ บริเวณตรงนี้ก็จะมีห้างหลายๆห้างปนกัน ทั้ง Robinson, Paragon, Takashimaya และอีกมากมาย ทุกห้างก็คล้ายกันหมดคือมีของแบรนด์เนมหรูๆกับแบรนด์ Local ปะปนกันไป ที่ Orchard คนจะพลุกพล่านกว่าที่อื่นอาจจะเป็นเพราะวันนั้นเป็นวันจันทร์ด้วยคนเลยเยอะเป็นพิเศษ จุดที่เราตั้งใจจะมาเก็บภาพคือ Ion Orchard ค่ะ อย่างที่บอกว่าสถาปัตยกรรมที่นี่ดีจริงๆ ดีไซน์ห้างมีความสวยแปลกตาดีค่ะ

พอถ่ายรูปเก็บบรรยากาศอะไรเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าไปยังร้านขนมอีก 2 ร้านที่กานอยากลองมากๆ นั่นก็คือ Tiong Bahru Bakery กับ The Dark Gallery นั่นเองค่ะ

สำหรับ Tiong Bahru Bakery ร้านนี้ดังมากในเรื่องของ croissants ร้านตกแต่งด้วยไม้ น่ารักมาก มีเมนูพร้อมเสิร์ฟหลากหลายทั้งแบบคาวและหวาน

ที่กานและเพื่อนสั่งมาเป็น Almond Matcha Crossiant เรายังอิ่มกันอยู่จากมื้อเช้าเลยสั่งมาได้แค่อย่างเดียวและแบ่งกันทานค่ะ รสชาติพูดเลยว่าอร่อยมากจริงๆ หอมเนย อบมากรอบกำลังดี ข้างในมีไส้ชาเขียว ด้านบนมีอัลมอนด์ โรยด้วยไอซิ่งชาเขียว เพื่อนกานที่ไม่ชอบ Crossiant เท่าไหร่ยังบอกว่าอันนี้อร่อยมาก เค้าบอกว่าสามารถกินคนเดียวหมดเลยก็ได้ แนะนำว่าให้มาลองกินกันดูนะคะ มีอีกหลายอย่างที่อยากสั่งแต่ว่ากินไม่ไหวจริงๆ ยังต้องไปต่ออีกร้าน 555555

บอกแล้วว่าวันนี้เป็นวันกิน เราจึงมาต่อกันที่ The Dark Gallery ซึ่งเป็นร้านที่กานอยากกินมากกก เพราะกานชอบกินช็อคโกแลต ร้านนี้อารมณ์เหมือน godiva คือช็อคโกแลตเป็นตัวชูโรง มีหลายอย่างที่อยากกินมาก (อีกแล้ว) แต่อิ่ม เลยได้ลองแค่ 88% Dark Chocolate Ice-cream เท่านั้น อันนี้ต้องสำหรับสายดาร์คหน่อย ไอศกรีมช็อคโกแลตเข้มข้นจริงๆ ไม่หวานมาก ซึ่งกานเป็นคนที่ชอบช็อคโกแลตขมอยู่แล้ว อันนี้จึงตอบโจทย์มาก จริงๆกานว่ายังอยากให้ขมกว่านี้อีกนะ แต่คิดว่าถ้าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว แบบนี้น่าจะขายได้มากกว่าค่ะ ร้านนี้ก็ขอแนะนำเลย อร่อยค่ะ

หลังจากทานกันจนอิ่มแถบเดินไม่ไหว เราก็ไปแวะซื้อของฝากกันหน่อย นั่นก็คือ Irvins Salted Eggs Chips หรือหนังปลาทอดรสไข่เค็มนั่นเอง ไปสิงคโปร์ไม่ซื้อกลับเห็นจะไม่ได้ กานไปซื้อที่ 313 somerset ใน Orchard Road เนี่ยแหละ ตอนแรกนึกว่าไม่มีขายที่สนามบิน ที่ไหนได้สนามบินก็มี แถมถูกว่าหน่อยนึงด้วย 555 แต่ก็ดี เพราะที่สนามบินเค้าว่ากันว่าของชอบหมดค่ะ

ในส่วนของหนังปลามันจะมีขายทั้งแบบ Original และ Spicy กานชอบแบบเผ็ดมากกว่า มันอร่อยไม่เลี่ยนดีค่ะ ที่เป็นมันฝรั่ง รส Spicy ก็อร่อยเหมือนกันนะคะ แนะนำๆ ก่อนจะซื้อขอเค้าชิมก่อนก็ได้ จะได้เลือกซื้อให้ถูกปากเนอะ

และแล้วก็ได้เวลาแวะไป Mutafa Center ซื้อน้ำหอมกันซะหน่อย Mutafa อยู่ในย่าน Little India จริงๆที่นี่ไม่ได้ขายแค่นำ้หอมนะ คือขายทุกอย่าง ขนม ของออร์แกนิค Whole Food ต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า คือมีหมด 5555 คล้ายๆพวกย่านสำเพ็งปนเสือป่าปนพาหุรัดนิดๆแบบบ้านเราไรเงี้ย กานไม่ชอบน้ำหอมเท่าไหร่ แต่ยอมรับว่าถูกจริง สอยให้คุณพ่อไปนึงอัน  บางคนก็ว่าปลอมบางคนก็บอกแท้ มาซื้อก็พิจารณาดูก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ

พอซื้อน้ำหอม ดมกันจนปวดหัวพวกเราก็กลับมาพักที่โรงแรมแปปนึงก่อนเช็คเอาท์ค่ะ หลังจากเช็คเอาท์เราไปเจอเพื่อนของเพื่อนกานอีกคนเพื่อกินข้าวเย็นกันที่ Maxwell Hawker Center ก่อนจะบินกลับไทย ศูนย์อาหาร Hawker Center สาขานี้เป็นที่โด่งดัง ใครๆก็รู้จัก และร้านอาหารอร่อยๆมักจะอยู่ที่สาขานี้ ไม่ว่าจะเป็น Tian Tian Chicken Rice, Ah Tai Haiyanese Chicken Rice เป็นต้น

พอมาถึงตื่นเต้นมาก มุ่งหน้าจะไปกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ Tian Tian ที่ขึ้นชื่อ แต่แล้วก็ต้องใจสลายเพราะมันปิดวันจันทร์ โคตรเศร้า เศร้ามาก

เลยไปสั่งร้าน Ah Tai ที่ชึ้นชื่อเหมือนกันอีกร้านนึง มากินแทน สั่งมาครึ่งตัวด้วยความเจ็บใจ เอาจริงๆคือเยอะมากนะ 55555 กินไม่หมด พอกินไปเท่านั้นแหละ ขึ้นสวรรค์อีกซักรอบ คือมันอร่อยมาก ไก่ราดด้วยน้ำซีอิ๋วและเสิร์ฟมากับน้ำจิ้มสีส้ม กับซีอิ๋วดำเหมือนเดิม แต่ที่นี่ดีกว่าที่แรกที่กานกินเยอะ อร่อยสมคำร่ำลือ ไก่นุ่มมากมีรสชาตินิดๆ จะไม่แห้งเหมือนไก่บ้านเรา ข้าวมันถือว่าทำมาได้ดีเช่นเดียวกัน ข้าวนุ่มหอมเครื่องเทศ กินคู่กันคืออร่อยสุด อร่อยจริงๆ ทานคู่กับน้ำอ้อย หวานเย็นชื่นใจ และนี่ก็เป็นมื้อสุดท้ายที่สิงคโปร์ก่อนต้องกลับไปสนามบินเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพ

แล้วก็จบแล้วนะคะสำหรับทริปสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืนของกานกับเพื่อนๆ ถือว่าเป็นการไปเที่ยวสิงคโปร์ครั้งแรกที่น่าประทับใจและเปิดหูเปิดตาได้ดีทีเดียว สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยปะปนกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ทริปนี้เหนื่อยแต่ก็สนุกมาก ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริป พี่มิ้งและทิฟฟานี่ ที่เป็นทั้งคนดู Google Maps เป็นแม่เอายาให้กิน เป็นคนบังคับให้ขึ้น Mummy ที่ Universal ทั้งๆที่กลัวมาก เป็นทุกอย่างให้กานที่ไม่ทำการบ้านอะไรทั้งสิ้น 555 ขอบคุณที่ทำให้ทริปครั้งนี้สมบูรณ์แบบ

แล้วเจอกันใหม่นะ สิงคโปร์ ส่วนครั้งหน้าจะพาไปไหนนั้น ติดตามกันโพสหน้านะคะ เลิฟ xxx

♡ กด subscribe สำหรับวีดีโอต่อๆไป http://bit.ly/fxxkbeautysubbie
♡ กดติดตามบน INSTAGRAM https://instagram.com/fxxkbeauty
♡ กดไลค์บน FACEBOOK https://www.facebook.com/

Share This